tidarat's profileWoW wOwPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 13 วันสุข เรื่องเกิดขึ้นตอนวันอังคารหรือพุธนี่หล่ะ เพราะบ่นกับ .... ว่าอยากกินพวกข้าวหมูกรอบ ข้าวหมูแดงอยากรู้ว่าแถวหน้ารามมีรึเปล่า เค้าก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร แค่บอกว่าไม่มีมั้งแล้วเราสองคนก็เปลี่ยนเรื่องคุย ความอยากกินในตอนนั้นก็จบลง ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าถ้าไม่มีก็ไม่กินก็ได้ จนมาถึงวันศุกร์ไปเรียนด้วยกันตามปกติ แต่วันนี้พอลงจากรถแล้วเค้าไม่ได้เดินไปตึกเรียน กลับพาเดินไปหน้ามหาลัย เราก็แอบสงสัยในใจแต่ไม่ได้ถาม เดินตามไปอย่างว่าง่าย จนเดินมาถึงประตูทางออก ไม่ไหวละ อยากรู้จะพาไปไหน จะไปกินส้มตำก็ไม่ใช่ เพราะวันก่อนเพิ่งไปกินมา เลยถามว่า "จะไปไหนค๊า" เค้าตอบมาว่าไปร้านขายยาจะไปซื้อยาสักหน่อย พอซื้อยาเสร็จก้พาเดินไปในซอยทั้งที่ตอนแรกนึกว่าจะไปบิ๊กซี เอาไงเอากัน ก็เดินตาม สุดท้ายก็มาหยุดที่หน้าร้านขายข้าวหมูกรอบ ข้าวหมูแดง ราดหน้า เท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อเลย ดีใจจังที่....ใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยและจำได้กับสิ่งที่เคยบ่น (แม้บางทีอยากให้จำเรื่องใหญ่มากกว่า) มื้อนั้นเลยได้กินข้าวหมูแดงปรหมูกรอบสมใจ ส่วน... กินราดหน้า ขอบอกว่า หมูกรอบ กรอบมาก อร่อยจริงๆ ไม่เหนียวไม่หืน นำราดก็ชุ่มฉ่ำ ข้าวที่ดูเหมือนจะร่วนแข็ง พอกินเข้าไปก็ลงตัว ไม่แข็งอย่างที่คิด .... บอกว่า ปกติจะมีหมูสะเต๊ะขายด้วย สงสัยวันนั้นไปกินตอนเย็นคงหมดไปแล้วตั้งแต่บ่ายเพราะร้านนี้เค้าเปิดตั้งแต่กลางวันพอจบอาหารหลักมาต่อด้วยอาหารรอง ระหว่างรอข้าวมาเสิร์ฟ คุณเค้าเดินไปซื้อของ ตอนนั้นก็แอบมองอยู่ว่าไปซื้ออะไร กลับมาถึงรุ้ว่าไปซื้อพวก เต้าหู้ทอด ป่อเปี๊ยะทอด เรียกว่า อิ่มหมีพีมันกันไปเลย
เอ๊ะๆ จะเขียนเรื่องประทับใจนนี่นา ไหงกลายเป็นรายการแนะนำอาหารไปได้ละนี่ 555
ไม่รุ้จะบอกอะไร แค่รุ้สึกดีใจและประทับใจที่...ยังจำได้ ทั้งที่เคยคิดว่าคงไม่ได้ใส่ใจเท่าไร วันนั้นเลยแอบมีความสุขอยู่คนเดียว
ขอบคุณนะคะ December 02 รอยยิ้มเพื่อพ่อ Rock for the King Concert อีกครั้งกับคอนเสิร์เเม่อวันเสาร์ที่ 1 ธค 50 ที่ผ่านมา มีงานที่เมืองทองธานี แต่เราและ..... เลือกไปดูคอนเสิร์ต rock for the king ซื้อบัตรล่วงหน้าเป็นเดือนแหนะ เป้นคอนเสิร์ตที่นำรายได้ท้งหมดมอบให้กับมูลนิธิพระดาบส ที่ไปดูเพราะว่า มีอำพล (ขวัญใจของคณอุ้ย) บิลลี่ แมว-นิโคล แล้ววันนั้น นับได้ว่าเป็นอีกวันที่รถติดที่เมืองทองมากมาย เนื่องจากในวันเดียวกันนี้ มีงานใหญ่หลายงาน ทั้งงานเทอดพระเกีรติในหลวง งานMoter Expo งานสินค้าMade in Thailand คอนเสิร์ตคาราบาว และคอนเสิร์ตที่เราสองคนไปดู แล้ววันนี้ที่นั่งเขียนเพิ่งจะรู้อีกว่า มันมีงานแข่งขัน LG เทนนิสอีก
คอนเสิร์ตเมื่อวานสนุกมาก โดยเฉพาะช่งที่กำลังเดินไปที่ธันเดอร์ โดม อยู่ๆ คุณ ... ก็ไปสวัสดีทักทายคนที่เดินสวนมา ไอ้เราก็งงๆ ว่าทักใครหว่า พอมาใกล้ๆถึงรุ้ว่าเป็นนักดนตรีในสมาชิกวงไมโคร ที่เป็นมือกี่ตาร์กะคีย์บอร์ด จำชื่อไม่ได้อ่ะ) ตอนนั้นทั้งเขินและตื้นเต้นมากๆ พอเดินเลยถัดมาเลยหันไปถาม..ว่าทำไมไม่ถ่ายรุปอ่ะ ได้คำตอบที่เข้าใจความรุ้สึกเลย เค้าบอกว่า ตื้นเต้นทำอะไรไม่ถูก555 จากนั้นก็นั่งวิเคราะห์กันว่า มันจะมีแต่พี่หนุ่ย อำพลคนเดียวรึจะมากันทั้งวงไมโคร
จนถึงเวลาเข้าไปในฮอลล์ โอย สุดยอดความหนาว แต่นับได้ว่าเป็นงานที่ตรงเวลามากๆ เพราะเข้าไปไม่เท่าไรงานก็เริ่มแล้วโดยมีพิธีเปิดเป็นการมอบโล่ชมเชยแด่ศิลปินที่ร่วมสร้างสรรค์งานในครั้งนี้ ได้เห็นหน้าพี่หนุ่ยแบบระยะใกล้ ขอบอกว่า แก่แต่ยังดูดีเอามากๆๆๆ พอคอนเสิร์ตเริ่มเปิดงานด้วย บิลลี่ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดที่ละ ลุกขึ้นโยกย้ายกันใหญ่ แต่แบบว่าธิดาคุ้นหูไม่กี่เพลงเลยร้องตามได้แต่เพลงช้า ตามมาด้วย นิโคลละพี่แมว โดบมีเพลงเปิดพี่แมวที่โดนใจมากๆคือเพลง คนของเธอ ทำเอาธิดาแอบอินนิดนึง และแล้วทีเด็ดก็มาถึง กับไมโครทั้งวง ขาดก็แต่พี่กบคนเดียวแต่ก้เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังสนั่น ด้วยลูกเล่น และลีลาที่ทะเล้นของพี่หนุ่ย เรียกได้ว่า นี่แหละตำนานจริงๆ ถึงขนาดว่าคุณ.... ยังมีแอบยืนโยกไปด้วยเลย55 ถือได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตที่น่าประทับใจอีกครั้งนึง โดยเฉพาะคุณ...ดูจะมีความสุขและอารมณ์ดีมากๆ
ขากลับเปิดกรีนเวฟ ฟังในรถ คืนนี้มี cover night มีมาช่าเป็นนักร้องที่หยิบเอาเพลงมาcover มาช่าเอาเพลงคนของเธอมาร้องอีก ได้อารมณืต่อเนื่องมาก แบบว่าเมื่อกี้ไดดูพี่หนุ่ย ตอนนี้ได้ฟังมาช่าที่เอาเพลงพี่แมวมาร้อง แล้วพอตอนที่ร้องเพลง ผู้ชายห่วยๆ เราดันแอบตบมือดีใจ จนคุณ... หันมาแซวเยว่า "อาไรผึ้ง" แหม ก็มันแอบอินนี่ค่ะ แต่ก็ดีใจที่ได้ไปดูคอนเสิร์ตสนุกๆแบบนี้กับคนเดิม อ่อ เรียกได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ได้เห็นหน้านักร้องชัดแจ๋วโดยไม่ต้องผ่านจอในรอบหลายเดือนที่ได้ไปดูกันมา อิอิ แล้วก็ขอบคุณสำหรับ
ปล. อันนี้เขียนใน ลูกนัท. เราว่านะ ถ้า ลน. ได้ไปงานนี้คงกรี๊ดสลบ เลือดในร่างกายคงสูบฉีดอย่างแรง เพราะตอนไปถึงมีนักเรียนนายร้อยตำรวจยืนอยู่มากมาย ก็สงสัยว่ามาทำอะไร จนเห็นในคอนเสิร์ตโอ้วว้าว มาแสดงโชว์ร้องเพลง และ การโชว์การใช้อาวุธเข้าจังหวะดนตรี เท่ห์มากๆ เสียดาย ไม่มีภาพมาให้ดู ไม่งั้นนะ ลน.อาจหัวใจวายได้ 555
November 26 ลอยกระทง หลงเธอ วันที่24-25 พย50 ที่ผ่านมามีทริปสุดประทับใจกับวันลอยกระทง ความจริงทริปนี้น่าจะเกิดขึ้นมาหลายสัปดาห์ละ แต่บังเอิญมีโรคเลื่อน แล้วจึงมาจบที่วันลอยกระทง
ทริปนี้เริ่มด้วยการที่ชาวแกงค์นัดรวมตัวกันที่มหาลัยเพราะว่าต้องไปลงทะเบียนกันก่อนเริ่มออกเดินทางจริงเกือบๆเที่ยงรอจนสามชิกครบทุกคน โดยมีติ๊กกี้เป็นแม่งาน เริ่มจากเจ้าภาพฝ่ายรามประกอบด้วย ติ๊กกี้ พี่หมี ผึ้ง อุ้ย พี่บี น้องอุ๊ หลง ปุ๊ก (แฟนหลง) และนัท(เพื่อนหลง)
เจ้าภาพฝั่งติ๊กกี้ ได้แก่ ติ๊กกี้ พี่ตอย พี่กิบ ยีนส์และจาว งานนี้ไม่นับท็อปเพราะท๊อปไปรออยู่ที่บ้านที่สมุทรสงครามแล้ว ออกเดินทางไปได้สักพักก็ไปแวะซื้อสเบียงเหล้ายาปลาปิ้งกันที่บิ๊กซี พระราม2 แล้วก็ออกเดินทางต่อจนถึงบ้านครูสมปองโฮมสเตย์ อันเป็นจุดหมายปลายทาง
ไปถึงสักพักเรือก๋วยเตี๊ยวที่ท๊อปเรียกไว้ก็มาถึง ทำเอาพวกเราอิ่มกันไปถ้วนหน้า ส่วนพวกหนุ่มๆน่ะเหรอ ตั้งวงกันแต่หัววัน ขอบอกว่าบรรยากาศดีมาด ร่มรื่น ลมเย็นแถมยังติดคลอง ได้บรรยากาศมากๆ พอบ่ายคล้อยสาวๆก็เริ่มมานั่งทำกระทงกัน คนที่ไม่เคยทำก็ได้ทำเองปีนี้ ดอกไม้ประดับก๋หาเด็ดเอาตามบ้านเรียกว่าอยู่แบบธรรมชาติเลย ที่หลับที่นอนก็สบาย พอถึงยามเย็นเริ่มโพล้เพล้ สาวๆก็เริ่มร่ำร้องอยากไปตัวตาดอัมพวาละ ด้วยความที่อยากช็อปและอยากหาขนมกิน ไปถึงผู้คนก็คึกคักมากมายเพราะเป็นค่ำคืนวันลอยกระทง เดินไปเดินมาเลยหลงกันซะงั้น หันมาอีกทีเจอพี่บี อยู่กะจาว ส่วนคุณอุ้ย หลงไปทางไหนแล้วไม่รู้ ยามนี้เลยต้องแปะมือประสานกัน3 สาวว่าไปไหนไปด้วย เยไปแป็บนึงเห็นแม่ค้ากำลังทอด ทอดมันหอมมากเลยซื้อมากินถุงนึง แล้วก็ชาเย็นอีกแก้ว เดินไปได้แป็บเดียวชาวแกงค์ต้องสลายโต๋ เพราะว่าคนแน่นมากกกก ตอนเดินกลับแวะซื้อของเนที่ทำงานสังกะสีมาด้วย ซื้อรูปไก่ให้ตัวเองกะเจ้านาย ส่วนอีกอันเป็นกระต่ายซื้อมาเซอร์ไพรส์....อิอิ อีกอย่างที่ประทับใจ ตอนที่ข้ามเรือกลับมาขึ้นรถ กลางแม่น้ำมีการปล่อยกระทงสายด้วย สวยมากๆ เรียกว่าแม่น้ำแม่กลองทั้งสายเต้มไปด้วยแสงไประยิบระยับ
พอกลับมาที่บ้านพัก ก็มีทริปที่เรียกว่าต้องทำถ้าไปแม่กลองคือชมหิ่งห้อย ตอนที่พวกเราไปมองไม่เห็นเท่าไร เพราะว่าคืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย เจ้าหิ่งห้อยคงสู้แสงจันทร์ไม่ไหว เลยได้เห็นกันไม่เยอะเท่าไรแต่ก็ประทับใจ กลับมาก็เริ่มทยอยกันอาบน้ำ ส่วนพ่อกะแม่ท๊อปและป้าๆ ก็เตรียมอาหารทะเลไว้มากมาย ไม่ต้องให้บอกว่าแซ่บแค่ไหน เรียกว่าอิ่มกันพุงกางทุกคน ส่วนหนุ่มก็เริ่มเมากันได้ทีเลย555 สักพักก็มีการปล่อยโคมลอยสู่ท้องฟ้า ตื้นเต้นมากๆ ไม่เสียแรงที่รับหน้าที่ไปจัดการเรื่องโคม
ตกดึกสมาชิกร่วมวงเริ่มหนีไปนอนมีผู้เข้าเส้นชัยอยุ่ไม่กี่คนได้แก่ ผึ้ง อุ้ย หลง ปุ๊กและท๊อป แล้วสุดท้ายผู้ที่ได้รับโล่ไปก็คือ อุ้ยและหลงเพราะว่าอยุ่กัยจนหกโมงเช้า สุดยอดดดด ส่วนธิดานะเหรอ กลับเข้าห้องตั้งแต่ตีสี่ แล้วก็ต้องสะดุ้งอีกทีเพราะมีคนมาก่อกวนเสียงดังโวยวายดีนะ สาวๆคนอื่นไม่ตื่นขึ้นมาหาไรปาหัว ธิดาเลยรีบลุกจากที่นอนเลย เดี่ยวสาวๆที่ร่วมห้องจะตื่นมาว่าไปถึงบุพการี ออกมาเจอหลงกะอุ้ยกำลังจะไปนอน แต่หลงคงมีสติมากกว่าเลยสามารถพาตัวเองไปนอนได้ส่วนอีกคนนี่สิ.........อิอิ
พอเช้าก้ตื่นด้วยเสียงโวยวายของพี่หมีเรียกว่า ที่นอนหนุ่มๆตรงระเบียงทะลุเข้ามาในห้องของสาวๆ ก็เลยตื่นไปเม้าท์แปบนึงแล้วมานอนต่อ นอไปสักพักนึกว่ามีสงครามเกิดขึ้นเพราะว่ามีเสียงกรนเข้ามาดังมากกกกก จะใครละ ก็คนที่คุณก็รู้ว่าใคร คิดว่าคงไม่มีใครกรนดังกว่านี้อีกแล้ว555 ตอนเดินจะไปห้องน้ำก็เลยแวะไปเขย่าๆตัวให้รู้สึก ปรากฎว่าได้ผลนิดนึง เสียงเงียบไปแต่ ผู้ต้องหายังหลับไหลไม่ได้สติ
ก็เลยต้องปล่อยให้นอนต่อจนสายๆ สิบโมงได้มั้ง พี่หมีเลยจัดการปลุกอุ้ยได้สำเร็จ พออาบน้ำกินข้าวยังไม่ทันย่อยหมีกะอุ้ยก็นั่งซดเหล้าเคล้าบรรยากาศ เรียกได้ว่าเช้ายังค่ำ ตกบ่ายออกเดินทางกลับได้ไปสักการะหลวงพ่อวัดบางกุ้งและหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ได้ไหว้พระขอพรกันจนอิ่มบุญ จึงเดินทางกลับกรุงเทพกัน กลับมาแล้วเลยไปกินข้าวต่อกับอุ้ยแล้วก็พี่หมีกว่าจะแยกย้ายกันก็ปาไป สามทุ่มละ ตอนนั่งแทกซี่กลับนีสิ ทรมานสุดๆ แอบวืดไปตั้งหลายครั้งกว่าจะเรียกสติมาได้ก็จะถึงบ้านแล้ว แต่ก็น่ายินดีอคุณอุ้ยสามารถทำลายสถิติโต้รุ้งของติ๊กกี้ไปได้ด้วยเวลา30 กว่า ชั่วโมง
เรียกได้ว่าสนุกมันส์ คุ้มและประทับใจมากๆ โดยเฉพาะช๊อตถ่ายรูปคู่ดาราเนี่ย ชอบจริงๆเลย
November 18 3B & Playboy ที่คอยเป็นห่วงเป็นใย by อัสนี วสันต์ไม่ได้เข้ามาเขียนสเปซพักนึงละ วันนี้ครึ้มอก ครึ้มใจ เนื่องจากมีความรู้สึกประทับใจหลายๆอย่างในช่วง2-3 วันที่ผ่านมา
เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 พย วันนี้มาทำงานด้วยความสดใส เพราะตอนเย็นมีนัดดูคอนเสิร์ตกับ อุ้ยติ๊กกี้ ท๊อปและ จาว เริ่มออกเดินทางตั้งแต่5 โมงเย็นโดยนัดกับอุ้ยไว้ แล้วไพร้อมกัน แต่กว่าจะฝ่าฟันการจราจรมหาโหดมาได้ ถึงเมืองทองธานีประมาณ ทุ่มนึงแหน่ะ อ่อ!!! ลืมบอกไป คอนเสิร์ตวันนี้ชื่อว่า 3B & Playboy วันนั้นเป้นวันที่รถติดมากๆตั้งแต่เริ่มขึ้นทางด่วนจนถึงในเมืองทอง เพราะมีงานมากมายหลายอย่างที่จัดวันนั้น ตั้งแต่งานICT EXPO งานจุดพลุเฉลิมพระเกียรติ แล้วก็คอนเสิร์ตนี้อีก ระหว่างทางพอใกล้จะถึง เค้าก็เริ่มจุดพลุแล้ว ขอบอกว่าสวยมากๆ พอไปจอดรถก็ว่าจะเดินไปตรงอิมแพค แต่ด้วยพลุที่อลังการเลยอดใจไม่ได้ที่จะไปแอบนั่งดูพลุกันก่อน อิอิ
คอนเสิร์ตวันนี้ขอบอกว่าสนุกใช้ได้ เพราะนักร้องแต่ละคนก็มีความโดดเด่นต่างกัน ทั้งบุรินทร์ บีเครสเชนโด เบนชลาทิศ และพี่โป้ YKPB ซึ่งลีลาการเต้นของแต่ละคนก็ไม่แพ้กัน ชอบตอนที่นักร้องเซอร์ไพรส์คนดูโดยการโผล่ไปตามมุมต่างๆของฮอลล์ โดยเฉพาะพี่บุรินทร์กับ บี เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆได้มากทีเดียว จบไปหนึ่งวันแต่ความสนุกเพิ่งเริ่มต้น
วันที่สอง วันที่17 พย นัดชาวแก็งค์ ก็ไม่พ้นอุ้ย ติ๊กกี้ ท็อปและพี่หมี ไปธรรมาศาสตร์ เพราะว่าจะไปหางานวิจัยกัน เราก็นัดกะอุ้ยเอาไว้
(ตามเดิม อิอิ)คิดว่าจะไปสายที่สุดแล้วซะอีก ที่ไหนได้ พี่หมีกะติ๊กกี้มาช้าสุดเพราะว่าไปผจญภัยกลางสายน้ำคลองแสนแสบ กว่าจะมาถึงก็บ่าย พอครบองค์ประชุมเลยไปนั่งกินข้าวตรงร้านริมน้ำท่าพระจันทร์ อร่อยทุกอย่างแต่ที่ชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นผัดผักรวมมิตร รสชาติเข้มข้น น้ำผัดขลุกขลิก พอกินกันอิ่มหนำก็ได้เวาจริงจังสาระกันแล้ว โชคดีที่ไปถึงเร็ว ก็เลยได้หาหนังสือไว้ล่วงหน้ากะอุ้ยก่อนแล้วเหลือแค่รอซีรอกเท่านั้น เลยไปช่วยพี่หมีกะติ๊กกี้หาหนังสือ กว่าจะเสร็จสรรพทุกอย่างก็เกือบน่าจะห้าโมงเย็นได้ เลยรีบจรรีกลับมาที่หัวหมาก เพราะวันี้มีนัดดูคอนเสิร์ต อัสนีย์-วสันต์ แต่คราวนี้ชาวแกงค์ต้องแยกกันเพราะ เรากะอุ้ย ซื้อบัตรยืนราคา1000 บาท ดูกะพี่ติ๊ก พี่หลุยส์แล้วก็ พี่ก้อย ส่วนพี่หมี ทอป ติ๊กกี้ มีผู้อุปการะคุณใจดีให้บัตรมา
ขอบอกว่าเป้นคอนสเรืตที่สนุกมากๆๆๆ เพราะด้วยพื้นที่ ที่ใหญ่โคตร จึงทำให้การดูคอนเสิร์ตเป้นไปอย่างสบายแต่ละคนมีพื้นที่ให้ออกสเต็ปเยอะมาก โดยเฉพาะ.... ขานี้เต้นสุดฤทธิ์555 แต่ก็ยังน่ารัก เพลงบางเพลงที่สองพี่น้องเค้าร้องก็แค่คุ้นๆ อาจเพราะตอนที่เค้าดัง ยังเด็กมาก แต่ก็พอถูไถไปได้เพราะมีจอภาพยักษ์ใหญ่พร้อมเนื้อคาราโอเกะ เรียกได้ว่าถ้าไม่มองจอก็ไม่สามารถมองเห็นพี่ป้อม พี่โต๊ะได้อ่ะ เพราะไกลมากๆ เรียกได้ว่าไปเอาบรรยากาศแล้วกัน แต่วันนี้ประทับใจสุด เป็นคอนเสิร์ตที่อลังการมาก มีจุดพลุเฉลิมพระเกียรติด้วย สวยจริงๆ ที่สำคัญเป็นสอวันติดกันที่ได้ดูพลุกับ....
แขกพิเศษในงานนี่คือ น้าแอ็ดคาราวครับพี่น้องงงงงง ทำเอาเลือดเพื่อชีวิตสูบฉีดทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นเลือดร็อค พร้อมกับมีเพลงพิเศษที่แต่งเพื่องานนี้โดยให้ทุกคนในสนามร่วมกันโบกแท่งเรืองแสงเพื่อแสดงความสามัคคี เห้นติ๊กบอกว่าพอมองลงมาในสนามเป็นอะไรที่สวยงามมากๆ คนที่อยู่ในพื้นสนามมองขึ้นไปบนอัฒจรรย์ก็สวยเหมือนกันนะขอบอก ยิ่งเพลงที่มันเร็วๆอ่ะ หันไปทางไหนก็มีแต่คนยักย้ายส่ายสะโพก ที่เด็ดสุดคืองานนี้ได้ของที่เป็น limited edition มาด้วย นั่นคือ เสื้อกันฝน555 ขอบอกคนที่นั่งข้างบนอดได้นะคะ แจกในคนที่นั่งและยืนในสนามเท่านั้น
งานนี้ได้ศัพท์ใหม่มาด้วย คือคำว่า โย่ว โย่ โย่ โย่ว โย่ว
พอคอนเสิร์ตจบ อารมณืมันไม่จบตามอ่ะดิ เลยต้องมีไปสังสรรค์กันต่อ เลยไปร้านมอลลี่กัน สนุกสนานมากมายแล้วมาปิดท้ายที่แถวราม(อีกรอบ) นั่งคุยนั่งกิน ปิดท้ายด้วยอาหารเพื่อบำรุงร่างกายนั่นคือ โจ๊ก ปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าตอนแต่หัวค่ำ รึนอนแต่เช้าดีนะเนี่ย เพราะกว่าจะหัวถึงหมอน พระอาทิตย์ก็กำลังตื่นมาทำงานละ
ถือได้ว่าเป็นวันที่มีความสุขมากๆที่สุดวันนึง เพราะได้อยู่กับ.... และเพื่อนๆเรียกได้ว่า เช้ายันเช้า 18 ชั่วโมงได้ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าทั้งสาระและบันเทิงจริงๆ ตั้งแต่หาตำราจนไปลัลล้า ปาร์ตี้ แต่ก็มีความสุขมากๆเลย และดีใจที่ได้ไปดูคอนเสิร์ตกับ....กันอีกครั้ง
ปล. หลังเลิกจากมอลลี่ พี่ชายใจดี เลี้ยงถ่ายสติ๊กเกอร์เลยได้รูปนี้มาให้ยลโฉม อิอิ ชอบจัง
October 21 BodySlam Concert เมื่อวาน 20 ตค 50 ไปดูคอนเสิร์ต บอดี้สแลมมา จริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจหรือว่าเป็นเจ้าแม่คอนเสิร์ตแต่อย่างใด เรื่องอขงเรื่องก็คือ เพื่อนได้บัตรมาแล้วอยากหาสมาชิกในแกงค์ไปดู เลยต้องให้พี่อีกคนในแกงค์ช่วยหามาให้ แล้วสุดท้ายก็ได้ไป
ก่อนไปก็แอบเกร็งกันว่า สาวกขาแว็นท์ต้องเยอะแน่ๆ แถมที่สำคัญยังร้องเพลงเค้าได้นิดเดียวเองแต่ว่าสนุกสนานเพราะเวลาที่พี่ตูน(ขอเรียกพี่หน่อย) ขานว่าชาวบอดี้สแลม ฟังแล้วมันจั๊กจี้หู ด้วยสำเนียงทอดเสียงมันขำดีจริงๆ พราะคนที่มาดูก็พร้อมใจทำตามพี่ตูนไปทุกอย่าง เด็ดที่สุดคือรองเท้าที่ใส่ แหม ที่แท้ก็แอบเป็น sneaker กะเค้าเหมือนกันนะ ใช้ได้จริงๆ
คอนเสิร์ตยังไม่ทันจบพวกเรา (อ่อลืมบอกไปว่ามี อุ้ย ผึ้ง ติ๊กกี้ พี่อ้อดและนายทอป) ก็รีบเผ่นออกมาก่อนเพราะว่าจุดประสงค์หลักคือการไปดึ๊งดึงสุดท้ายก็ไปหยุดที่ RCA เมื่อวานถือได้ว่าเป็นอีกวันที่มีความสุขมากๆ แม้ก่อนหน้านี้ ตอนที่กำลังจะไปคอนเสิร์ตมีเรื่องให้หงุดหงิดใจก็ตาม แถมเมื่อวานธิดายังออกแนวสาวขี้รำคาญ โต๊ะข้างๆไม่รู้มาจากไหน หวีดว้ายกันมากมายเลยต้องให้หนุ่มๆย้ายโต๊ะ
แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจก็คือ เมื่อเพลง ได้รึเปล่า ของละอ่อน ดังขึ้น มันก็มีเรื่องที่น่าประทับใจเกิดมามากมาย อิอิ August 27 25 ปี นิติพงษ์ ห่อนาค เมื่อวานถือได้ว่าเป็นวันที่มีความสุขและน่าจดจำอีกวันหนึ่ง เพราะได้ไปดูคอนเสิร์ต 25 ปีของพี่ดี้ นิติพงษ์และที่สำคัญคือได้ไปดูกับ.....และเพื่อนอีก2 คนถึงแม้จะไปเป้นกลุ่มแต่ที่นั่งของพวกเราก็แยกกันคนละโซน ของพวกเค้ามันโซนไฮโซแต่ของธิดากับ.....เป็นแบบชีวิตพอเพียงบัตรคนละ 800บาท เลยได้กลายเป้นคนชั้นสูงเลย 5555
คอนเสิร์ตนี้อยากมาดู เพราะนานๆทีจะมีศิลปินนักร้องวมารวมตัวกันมากมายอย่างนี้และที่สำคัญทุกคนร้องเพลงผ่านปลายปากกาของนักแต่งเพลงคนเดียวกัน คิดดู คนหนึ่งคนเขียนเพลงมาเป็นระยะเวลา 25 ปี บทเพลงที่สร้างสรรค์ออกมาจะมากมายขนาดไหน ว่ากันว่าต้องร้องกันเป้นอาทิตย์ๆเลยทีเดียว
เหตุผลอีกอย่างที่อยากดูเพราะว่าอยากดูนูโว พี่โจพี่ก้องและพี่จอนและคนข้างๆเค้าชอบไมโคร เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวจริงของทั้งไมโครและพี่หนุ่ยเลยก็ว่าได้ อิอิ นั่นก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้อยากจะเห็นพลังของ ร๊อคมือขวา ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังมันมีพลังจริงๆ พี่หนุ่ยสั่งให้ยกมือก็ยกกันทั้งฮอลล์ 555 เป้นอีกภาพหนึ่งที่น่าประทับใจ นี่แหละข้อดีของคนที่นั่งชั้นสูง สามารถเก็บบรรยากาศได้ครบ ยกเว้น หน้าตาของศิลปินจริงๆ เพราะเราไม่สามารถมองได้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ถ้าไม่มองจากจอสกรีนด้านหลัง
หลากหลายเพลงที่เคยฟังแต่ไม่ได้สนใจในเนื้อหา กลับมาฟังและดูเนื้อร้องอีกทีซึ้งจังค่ะ อย่างเพลงแพ้ใจ เป้นอะไรที่สวนกระแสคือไม่ชอบเพลงนี้เนื่องมาจากว่า ฟังแล้วมันแอบเน่า(รู้สึกคนเดียวนะ) แล้วตอนที่เพลงนี้ดังก๋มีแต่คนชอบ วิทยุเปิดทุกคลื่นเลยไม่ชอบแต่พอมาฟังและอ่านเนื้อคาราโอเกะในคอนเสิร์ต ก็ทำน้ำตาคลอได้เหมือนกัน อิอิ
หลากบทเพลง หลากคนร้องแต่ทุกคนทีมาก้มาด้วยบทเพลงที่เป็นต้นฉบับของตัวเอง เรียกว่าฟังกันแบบ original กันเลยทั้งเพลงของพี่แหวน ปราสาททรายโดยพี่อ้อง สุรสีห์ เพลงช่างไม่รู้เลยที่นำมาcoveredใหม่เป้นที่โด่งดังก็ได้ฟังจากต้นฉบับตัวจริงเสียงจริงโดยตั้ม สมประสงค์ เพลงฮิตผสมท่าเต้นโย่ๆกับคาใจจากพี่เจ ฟังเสียงหวานของโบว์และนัท
เพลงช้าเซ็กซี่ๆจากคริสตินา หรือจะมาเป้นกลุ่มก้อนจากไมโครและนูโว คิดดูจากคนเป้นหวัดเสียงอู้อี้ ออกมาจากคอนเสิร์ต เสียงธิดาใสเชียว เเบบนี้เรียกว่า ดนตรีบำบัด ได้รึเปล่านะ
แต่คอนเสิร์ตจะสนุกหรือไม่สนุกนั้น สำหรับตัวเองก็ไม่ได้มีส่วนมากมายเท่าไรหรอก คนที่ไปดูด้วยกันต่างหากที่ทำให้คอนเสิร์ตนี้สนุก แม้มันจะไม่สุดเท่าคราวก่อนที่ไปดูกัน(Dare to Dance) แต่ก็มีความสุขอยุ่เปี่ยมล้น อิอิ
ขอบคุณที่คิดตรงกันเรื่องคอนเสิร์ต ดีใจที่ได้ดูคอนเสิร์ตดีๆด้วยกันอีกครั้ง
July 18 AFC part2 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 กค 50) หลังจากทำธุระที่มหาลัยเสร็จ (โชคดีที่ไปถึงเร็วและรถยังไม่ติด)สาวกทีมชาติไทย อันประกอบไปด้วย ผึ้ง อุ้ย พี่เกี๊ยง พี่หมี พี่ป้อและ... ทอป หลงและเพื่อน อ้อ ยังมีน้องเปิ้ล น่ารักที่รับสิทธิพิเศษจากเพื่อนที่ได้บัตรดูบอลมาฟรีโดยไม่เสียตังค์ (อยากได้มั่งอ่ะ) พร้อมใจรวมตัวกันไปเชียร์ ศึกลูกหนังระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย
ตอนไปถึงท้องฟ้าก็ยังสดใส คุณ....เลยถามว่าจะไปกินก๋วยจั๊บญวณมั้ยละเพราะตอนที่นั่งรถมากันนั้น อิชั้นก็ไปเล่าให้ฟังว่าเพื่อนไปกินมาแถวหน้าราม เมื่อได้ยินดังนั้นมีรึธิดาจะไม่ไป ระหว่างทางที่เดินไปหน้าราม ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา ถ้าใครเคยดูหนังแนว มหาตภัยล้างโลก เช่น Twister (เก่าไปป่ะ), The Day after Tomorrow นั่นหละ แบบนั้นเลย ลมก้เริ่มพัดแรงขึ้น ตอนนี้ความลังเลเริ่มเข้ามาในใจของเราทั้งสองคน แต่เอาน่าไหนๆอีกนิดนึงจะถึงทางออกละ ก้เลยชวนเค้าเดินต่อไป ไปถึงที่ร้านเมนูแรกที่สั่งก็คือก๋วยจั๊บญวณ ส่วน ...... สั่งไกทอด ลาบไก่ และข้าวเหนียว สักพัก อาหารก็มาวางตรงหน้า ขอบอกว่าน้ำซุปรสเยี่ยมมาก ก็นั่งกินกันไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน อิอิ สักพัก เสียงเม็ดฝนตกลงมากระทบหลังคาสังกะสีของร้าน เปาะๆๆ สักพัก ฝนก็เทลงมาอย่างกับว่าจะไม่ยอมเหนื่อย ไม่ยอมหยุดตกยังงั้นเลย ทีนี้ทำไงอ่ะ กับข้าวก็จะหมดละ คิดได้ดังนั้น ก็เลยหยิบเมนูมาสั่งกันอีก 5555 เป้นอันว่าวันนั้นอิ่มกันจนแน่นเลย กินสองคนอย่างกับมากัน 4 คน แต่ฝนก็ยังไม่หยุดโปรยปราย
แต่ก็นับได้ว่าเป็นมื้อเย็นที่ดีและสนุกมากๆเลย ไม่รู้เพราะอาหารอร่อย ฟ้าฝนลมโชย รึว่าอะไรกันแน่ แต่ก็ทำให้เรายิ้มและขำกันตลอดมื้อนั้น คริคริ
ในที่สุด เราสองคนก้ตัดสินใจเดินกลับเข้ามหาลัยดีกว่า เพราะชาวแกงค์เริ่มมากันแล้ว โชคดีที่......หยิบร่มคันใหญ่มากๆมาด้วย ก้เลยค่อยๆเดินฝ่าสายฝนกลับมา ถ้าเป้นสมัยก่อนก็คงต้องฟังเพลงและเล่นมิวสิคของพี่แหวน เพลง "เรามีเรา" แล้วนะเนี่ย แต่เปลี่ยนจากเสื้อคลุมเป็นร่มแทน แต่ว่าร่มก้ใหญ่นะคะ แต่ธิดาก็ยังแอบเปียก โดนเบียดร่มซะงั้นทั้งที่ก้มากัน 2 คน
ตอนที่จะเดินไปสนามรัชมังคลา ฯ ฝนก็ตกลงมาอีก ไปถึงสนามกว่าจะได้เข้า ในใจก็แอบคิดว่าจะมีตีกันมั้ยเนี่ย เพราะคนที่มีบัตรเพื่อจะเข้าไปชมในสนามมีเยอะมากจนทำให้การตรวจตั๋วเข้าชมเป็นไปอย่างล่าช้า แต่สุดท้าย ชาวคณะก็ผ่านเข้ามาได้
ส่วนน้องเปิ้ลมาก่อน เข้าไปก่อน ได้นั่งที่ด้านล่าง เปียกฝนเหมือนกันแต่ใกล้สนาม ยังงี้แหละ คริคริ
สำหรับที่นั่งของพวกเราน่ะเหรอ เหอๆ โน่นเลย ชั้นบน จะเรียกได้ว่าเป้นที่นั่งของคนสุขภาพดีแข็งแรงก็ได้ เพราะกว่าจะไต่ขึ้นไปถึง โอโห ทำเอาขาสั่นเลย เกมในวันนั้น มีฉากลุ้นระทึกอยู่บ้าง แต่จนแล้วจนรอดไทยก้ยังไม่สามารถตีไข่แตกได้ เฮ้ออออ
แต่อย่างน้อยก้ยังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ชาวออสซี่ที่มาเชียร์ฝ่ายตัวเองก็ยังมาสร้างมิตรภาพกับคนไทย บรรยากาศของงานที่มีแต่ความสนุกสนานและรอยยิ้ม แม้บางคนอาจจะกลับไปด้วยอารมณ์ที่ไม่ถูกใจนัก แต่พวกเค้าก็คงทำสุดความสามารถแล้วละ เป็นกำลังใจให้แล้วกันนะคะ
หลังจากวันนี้ก็คงต้องมาคอยลุ้นกันต่อไปละว่า ใครจะได้เป็นแชมป์ AFC ในครั้งนี้ เหอๆๆๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป... July 08 AFC 7 /07/2007 หลายๆคนบอกว่าวันนี้เป้นวันดีเป็นวันมงคล ฉันก็ไม่รู้นะว่ามันสำคัญยังไง แต่รับรู้ได้ว่า วันนี้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น
ชั้นเริ่มต้นเช้าวันใหม่ของวันเสาร์ด้วยการเรียน ไปถึงก็ได้เรื่อง เพราะว่าหลงตึกกันยกใหญ่ พวกเราชาวคณะเลยได้ออกกำลังยืดเส้นสายกันแต่เช้า อิอิ
เลิกเรียน....ว่าง เลยไปดูหนังกับ(.......) และเพื่อนอีกสองคน(พี่อ้อดและติ้กกี้)นับว่าเป็นหนังที่พระเอกตายยากจริงๆสมชื่อ แต่ไม่รู้ความที่ตื่นเช้าหรือว่าแอร์มันเย็นน่านอนก็ไม่รู้ ระหว่างดูเกือบหลับไปก็ตั้งหลายครั้ง พอหนังจบพวกเราก็ออกเดินทางกลับมาที่ สนามกีฬาราชมังคลากีฬกาสถานโดยมีติ้กกี้คนดีขับมาส่ง พวกเราที่เหลือ สามคนมาด้วยใจมุ่งมั่นพร้อมเชียร์ทีมไทย วันนี้เป็นนัดเปิดสนามวันแรกของAFC - Asian Cup2007 ระหว่างไทย-อิรัก
ผู้คนพร้อมกันใส่เสื้อเหลือง และชั้นกับเค้าไม่มีใครบอกว่าต้องใส่สีอะไร อิอิ ก็เลยใส่เสื้อขาวซะงั้นแหละ
บรรยากาศภายนอกสนุกสนานครื้นเครงมีกองเชียร์มามากมาย มีกิจกรรมและของแจกเพื่อเอาไว้เชียร์ภายในสนาม แต่สนุกกันไม่ทันไร ไม่รู้จะเรียกว่าฟ้าเป็นใจหรือลงโทษกันแน่ น้ำจากฟ้าก็หยดแหมะ มาบนแขน เลยต้องรีบหลบกันไปได้หลังคา ซึ่งตอนนั้นสนามกีฬาใหญ๋ยังไม่เปิด คนมาหลบฝนกันมากมาย แต่ยังไงทุกคนก็ไม่หวั่น ทีมเชียร์ที่นำโดยคุณถั่วแระ ก็สร้างความครื้นเครงและเสียงหัวเราะได้ไม่น้อยท่ามกลางพายุฝนที่ตอนนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก
แต่แล้วช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ประตูสนามเปิดแล้ว หลงแอนด์ปุ๊กก็มาถึงด้วยสภาพเปียกปอน แต่ก็ยังมีรอยยิ้มเพื่อจะมาเชียร์ไทย อิอิ และเราก็เข้ามาในสภาพ สายฝนยังไม่มีท่าว่าจะอ่อนแรง ยังคงโปรยปรายมาเรื่อยๆแต่เราเองก็ไม่ท้อ การแข่งขันครั้งนี้ผ่านไปอย่างลุ้นระทึกแม้ฝ่ายไทยจะวางฟอร์มการเล่นได้ไม่ดีนักแต่คะแนนที่ออกมาก็ถือว่าเสมอตัวคือ 1-1
กับการไปดูบอลครั้งแรก ด้วยการชวนของ..... ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่สนุกสนาน และได้บรรยากาศได้เห็นรอยยิ้มของคนมากมาย เมื่อก่อนไม่ชอบดูบอลเพราะคิดว่าเป็นกีฬาที่ใช้เวลานาน น่าเบื่อแต่เมื่อได้ไปเจอจริงๆแล้วรุ้เลยว่า บรรยากาศสดๆนั่นเป็นยังไง ความลุ้น ความตื่นเต้น ความผิดหวังเสียดาย มันเกิดขึ้นได้พร้อมๆกันแค่เสี้ยววินาที
หลังจากบอลจบฝนที่ตกตลอดเวลาก็หยุด มันน่า..นัก พออกมาจากสนามก็แวะไปกินข้าวกันต่อหนุ่มๆกินเหล้า 1 สาวกินโค้ก เพราะวันนี้ไม่ได้ตั้งใจว่าอยากจะดริ้งค์ เลยนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนสมาชิกอาวุโส กลับไปหนึ่ง เหลือกันอยุ่สามคน แม้จะอยุ่กันแค่นี้แต่ก็สนุกสนานกันมิใช่น้อย โดยเฉพาะกับ..... ชอบจังเวลาที่เค้ายิ้มและหัวเราะ น่ารักอย่างบอกไม่ถูก อิอิ
อยุ่ไปอยู่มาจนดึกดื่นค่อนคืนถึงเวลาต้องแยกย้าย ดีใจที่เค้าพูดคำๆนึงกับชั้น ถึงคนอื่นฟังธรรมดาแต่ขอบอกว่า มันพิเศษและรู้สึกดีมากเลย
ว่าแต่ว่าเขียนมาตั้งนาน ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ฟุตบอลเลยนะเนี่ย ทั้งที่ตั้งชื่อและตั้งใจว่าจะเขียนถึงฟุตบอล555
เอาเป็นว่า มีความสุขมากๆเลยละกัน June 28 เอ๋ออออออ หลังๆมานี่ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบทำหลายๆอย่างผิดๆ งงๆ ไม่รู้ว่าเครียด ตื่นตัว ไฮเปอร์ รึว่าสมองจัดการประมวลผลไม่ได้กันแน่ ผลที่ออกมาก็คือ ทำอะไรหลงๆลืมๆ พูดแล้วพูดอีกซ้ำซาก (เอ๊ะ รึเป็นอัลไซเมอร์) จนทำให้ใครบางคน บ่น และหงุดหงิดในบางครั้ง แต่ขอบอกว่าไม่ได้ตั้งใจนะค๊า
วันนี้ก็ไปทำเอ๋ออีกหลายรอบ ชนิดที่ว่าตัวเองยังอายและอึ้ง เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะลืมสิ่งที่เพิ่งผ่านไปไม่นานได้ เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเย็นไปเดินเล่นดูของที่เซ็นทรัลเวิร์ล ตอนเดินเข้ามาก็ปกติไม่มีอะไร สักพักลมาชั้นล่างผ่าน รปภ.เพื่อกอกไปดูฟ้าฝนว่ายังตกอยู่หรือไม่ เดินกลับเข้ามา รปภ ขอเช็คสัมภาระเราทั้งสองก็ให้ดูแต่โดยดี แล้วก็เดินไปดูกางเกง ไปจ่ายค่าโทรศัพท์ จนไปแวะกินข้าวที่ร้าน Pizza Pizza (ขอนอกเรื่องแป๊บ) จุดประสงคืที่อยากไปมากๆคือ อยากพา..?..ไปชิม ผักโขมอบชีส รสเด็ดสะระตี่ แต่ที่ร้านบอกว่าของหมดมา2 วันแล้ว เราก็เลยสั่งพิซซ่ามากินกันแทน อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า
ระหว่างรอก้เอาตุ๊กตาลิงหน้าบึ้งให้..?..ไป เพราะไม่อยากให้เค้าทำหน้าตาบูดบึ้ง เผื่อเห็นแล้วจะได้ขำๆ ไม่เครียด ไม่หงุดหงิด อิอิ ขากลับก็เดินไปทางที่เป็นกระจกใสเห็นวิวข้างนอกได้ พอเดินออกมา สมองมันก็สังการว่าอย่าพูดอะไรเชียว แต่ปากมันดื้อ ดันไปสะกิด...ให้ดูพี่รปภ ว่าคนนี้ไงที่ค้นกระเป๋าเราเมื่อกี้ แต่ปรากฎว่า ธิดารัตน์จำผิดคน ผิดชั้น โอยย เสียวแว๊บเลย ว่าความเอ๋อเข้าครอบงำอีกแล้ว ตายๆๆชั้นโดนเขกหัวแน่ๆ แต่ไม่รุจะว่าโชคดีรึโชคร้าย ไม่โดนเขกหัว แต่กลับมีเสียงบ่นตามมา
เฮ้อออ.....
เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ก่อนที่จะเข้าห้างเนี่ยก็มว่าจะไปไหนก่อนดี คุณ..?.. ก้บอกว่าจะไปดูของร้านนึง ดิชั้นก็ดันฟังเป็นอีกแบบนึง โอย รำคาญตัวเองมากมายไม่รุ้ว่าอะไรนักหนา ทั้งหูเพิ้ยน พารานอย คิดมาก ชอบคิดไปเองล่วงหน้า สงสัยต้องหาเวลาไปพักบ้างละ รึว่าหลังๆมันว่างมากไปสมองไม่ได้ใช้งาน ตอนนี้อยากเปิดเทอมเร็วๆจังอย่างน้อยสมองก็ได้ทำงาน
อยากเจอเพื่อนๆแล้วววววววว โดยเฉพาะ......????..... คริคริ ญจะได้ May 31 Club Friday วันนี้อยู่บ้านเนื่องจากเป็นวันหยุดวิสาขบูชา กะว่าจะนอนอยาวๆเพราะคงไม่ได้ไปทำบุญอยู่แล้ว
และที่สำคัญเมื่อคืนก็เพิ่งไปเถลไถลมา แต่ด้วยความซ่ามากไปนิด จึงส่งผลให้แรงแห่งความซ่าทำให้เรานอนไม่ได้ หลับไปได้ 2 ชั่วโฒงนิดๆก็ตื่นขึ้นมาแล้ว พยายามข่มตาหลับอีก ก็ไม่สามารถเลยต้องจำใจตื่นขึ้นมาด้วยความทรมานและมึนหัวอย่างแรง
สายๆมีพี่โทรมาคุยด้วย คุยกันยาวเลยและเราก็บ่นโน่นนี่ให้พี่เค้าฟังมากมายดูนาฬิกาอีกทีปาเข้าไป สิบโมงกว่า ใจนึงก็พะวงถึงคนคนหนึ่งว่าป่านนี้จะตื่นรึยัง เพราะเมื่อวานท่าทางจะมึนมิ่ใช่น้อย
พอตอนบ่ายๆกะว่าจะนอนก็หลับไม่ลงเหมือนเดิม เลยเอางานที่ได้มาจากกลุ่มพี่ที่เรียนมาสรุป แล้วก็นอนอ่านหนังสือของดีเจ นภาพรหรือพี่อ้อยเจ้าเก่า ขวัญใจชาวกรีนเวฟ คราวนี้อ่านเรื่อง เรื่องเล่าจากคลับไฟร์เดย์ เป็นเรื่องที่รวบรวมจากการที่ผู้ฟังโทรมาเล่าเรื่องราวตามหัวข้อที่ตั้งไว้ทุกคืนวันศุกร์
เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ลึกซึ้งและสะท้อนแง่มุมการใช้ชีวิตได้ดีไม่ต่างจาก เรื่องไหนก็ไม่ใหญ่เท่าหัวใจ เพียงแต่
คลับไฟร์เดย์ เป็นเรื่องที่มาจากคนฟังล้วนๆ บทแรกก็เริ่มด้วยความเศร้าที่เกิด ณ วันแห่งความรัก เรื่องต่อๆมาก็เป็นเรื่องของหัวใจอีกเช่นกัน แต่ให้มุมมองที่ต่างออกไป แต่โดยรวมแล้วพอจะทำให้รู้ได้ว่า เรื่องหัวใจดวงเล็กๆบางครั้ง มันก็ไม่ได้เล็กตามขนาด กลับยิ่งใหญ่ สามารถสร้างพลังและตัดทอนกำลังใจได้มากโขทีเดียว
นานๆถึจะเจอเนื้อหาที่เล่าถึงความสุข มีอยู่บทนึงที่เราชอบคือเรื่อง เธออย่าง ฉันอย่าง ต่างก็รักกัน เรื่องนี้พูดถึง ความรักที่มีความแตกต่างมาเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา บางคู่รักกันมาหลายปีแต่ต้องมาเลิกกันด้วยปัจจัยอย่างอื่นนั่นคือคนรอบตัว ซึ่งตอนนี้เรากำลังเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ นั่นคือเรากำลังถูกความต้องการที่อยากจะเหมือน อยากจะเป็น อยากให้อีกฝ่ายพอใจ กลืนกินความเป็นตัวเองไป แต่เค้าก็บอกเราว่าให้เราคิดให้เราเป็นตัวเอง รู้สึกดีที่บอกกันถึงแม้จะไม่ได้พูดกันโดยตรงแต่ก็ยินดีที่จะรับฟังและทำให้ฉุกคิดได้ว่า นั่นสิ เมื่อก่อนชั้นก็ไม่ได้เออ ออ ห่อหมกกับเธอไปซะทุกอย่าง เพียงแต่ชั้นสามารถยอมรับและปรับเปลี่ยนเพื่อให้เราทั้งคู่เข้ากันได้ เราเลยคิดว่าตอนนี้จะสร้างความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น สิ่งไหนที่ปรับได้ก็พยายามปรับแต่คงไม่เปลี่ยนเพื่อเค้าจนหมดความเป็นตัวเอง(ที่จริงอันนี้ก็คิดได้เองแหละ แต่มันยังไม่ยอมทำ มัวแต่ปล่อยใจและอารม์ให้ไหลเรื่อยไป อิอิ)
ชอบหลายๆประโยคจากเนื้อหาในตอนนี้จังเดี่ยวจะเอามาเขียนให้อ่าน ตัวอย่างเช่น
- ความจริง รักกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปซะทุกอย่าง มันอาจจะน่าเบื่อก็ได้ เหมือนส่องกระจกเงาอยู๋ตลอดเวลา
คนสองคน เดินข้างกัน มุมที่มองออกไปก็ต่างกันแล้ว เหมือนกันเป็นเรื่องดี ต่างกันก็เป็นเสน่ห์ อย่างน้อยเราก็จะได้มีเรื่องคุยกัน เธอคิดอย่าง ฉันคิดอย่างแล้วเอามาแบกัน
- เราเรียนรู้ที่จะอยู๋กับความแตกต่าง ผลัดกันทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ มันทำให้เราได้รู้ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตที่เราอาจไม่เคยเห็น หรือไม่คิดจะทำ ชีวิตที่ต่างกันบ้าง ก็มีความสุขอีกแบบนะคะ
และสุดท้ายประโยคเด็ดที่อ่านปุ๊บรู้สึกว่า นี่แหละใช่เลย ความรู้สึกที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ ในหนังสือเขียนไว้ว่า
- เป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่ และ ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนเค้า เพื่อให้เรารัก หากจะเปลี่ยน เค้าคงอยากเปลี่ยนตัวเองโดยมีเราเป็นแรงบันดาลใจ หรือหากวันหนึ่ง เราจำเป็นต้องเลกกันเพราะต่างกันเหลือเกิน สาเหตุที่แท้จริงก็คือ เราไม่ได้รักกันมากพอ ที่จะหาวิธีอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้ต่างหาก
พออ่านหนังสือเล่มนี้จบถึงกับน้ำตาไหล ความรู้สึกหลายๆอย่างมันเข้ามา ทั้งความรู้สึกสงสาร ท้อแท้ และยินดี แต่ที่รู้สึกมากจริงๆนั่นคือรู้สึกว่า ทำไมการที่จะมีความรักดีๆสักที มันถึงได้ยากจัง แต่จริงๆแล้ว การประคับประคองรักให้ยืนยาวสิ น่าจะยากกว่าเพราะต้องอาศัยความเข้าใจและอดทนอย่าสูง บางครั้งรักอย่างเดียวคงไม่พอ
แง่คิดที่ได้จากเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาในรอบสัปดาห์และจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ น่ะหรือ
แง่ลบ เศร้าสุดๆ และก็ไม่อยากให้ตัวเองต้องมาเจอกับเรื่องราวน่าเศร้าแบบนี้
แง่บวก มองในมุมกลับ มีกำลังใจ อย่างน้อยเรื่องก็เราก็ไม่ได้ร้ายแรงหรือโหดร้ายมากไปกว่าใคร
ดีใจที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต้องขอบคุณ ..........นะคะ ที่ใจดีแบ่งปันมาให้อ่าน และคอยเตือน คอยห่วงหมูน้อย มาตลอดเวลาแม้ว่าบางเรื่องจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังดีใจที่อย่างน้อยเค้าก็ยังสนใจห่วงใยเรามาตลอด ณ ตอนนี้ดีใจและมีความสุขทุกครั้งที่เราได้เจอกัน พูดคุย เล่นกัน หยอกกัน ขอบคุณที่ทำให้มีความสุขทุกวัน (แม้บางวันจะเปรี้ยวอมหวาน หรือเผ็ดขมก็ตาม555)
May 01 เรื่องของหัวใจ หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนมานาน วันนี้ด้วยความรู้สึกที่มีมากมายอยากจะระบายออกมาบ้าง
เลยคิดว่าถึงเวลาที่จะมาเขียน Space สักที
เหตุที่ตั้งชื่อว่าเรื่องอขงหัวใจเพราะว่า ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า " เรื่องไหนก็ไม่ใหญ่เท่าหัวใจ" เขียนโดย
ดีเจที่มีความอบอุ๊น อบอุ่น นั่คือ ดีเจ อ้อย นภาพร แห่ง กรีนเวฟ ถ้าใครเป็นแฟนประจำของคลื่นนี้เวลาบ่ายๆทุกวันทำงานจะได้ยินเสียงของดีเจสาวคนนี้มาคอยรับฟัง และให้กำลังใจ โดยเฉพาะช่วง Club Friday ในคืนวันศุกร์
บางเรื่องที่ฟัง ฟังแล้วมีความสุข บางครั้งฟังแล้วอิจฉา หรือบางทีอยากจะร้องไห้ไปกับคนที่โทรเข้ามา เพราะปัญหาของคน
หนุ่มสาวในวัยทำงานคงมีไม่กี่เรื่อง เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องเงิน และเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครก็คือเรื่องของหัวใจ
ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเรื่องของหัวใจไว้มากมาย อ่านแล้วมีหำลังใจ มองเรื่องของหัวใจในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะคำพูด
ที่หลายๆคน หลายๆเรื่องราวฝากไว้ในเล่มคือ หัวใจมีเพียงแค่กำปั้น แต่สามารถทำให้กำลังร่างกายและจิตใจอ่อนแอได้มากมาย
บางทีถ้าร่างกายอ่อนแอ แต่ใจยังสู้ ยังไงก็มีแรงที่จะสู้ต่อไป...
มาถึงเรื่องของตัวเอง ผ่านมาหลายเดือนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย สุข สนุก ทุกข์ระทมบ้างสลับกันไป
แต่ไม่รู้ทำไม เวลามีเรื่องทุกข์ๆ ที่ไร หัวใจมันเป็นใหญ่ทุกที ไม่รู้เป็นอะไร เหมือนเพลงของนัทมีเรีย ที่ร้องว่า ปล่อยให้หัวใจนำไป ไม่ต้องมีเหตุผลเลย.......
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ไม่ว่าจะพยายามหาเหตุผลให้กับวันที่อ่อนแออย่างไร ก็คงจะทำได้ยากยิ่งนัก เพราะความรักบางทีมันไม่มีเหตุผล แต่คนเรามักจะหาเหตุผลให้กับความรักเสมอๆ เพื่อจะได้มีข้ออ้างกับการทำอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะร้องไห้ เพื่อที่จะมีความสุข ตัวเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ยังคงยืนยันกับคนรอบข้างแม้พวกเค้าจะหาเหตุผลมาให้กำลังใจในวันที่อ่อนแออย่างไร
ก็ยังยินดีใช้หัวใจ เพื่อจะรับรู้ความรู้สึกต่างๆที่ผ่านเข้ามาโดยเฉพาะความสุขที่มอบให้จากใครบางคน อิอิ November 06 ลอยกระทงออนทัวร์ ทั่วเมือง 5 พย 49 เมื่อวานเป้นวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทงของมหาชนชาวสยาม (เว่อร์ไปป่ะ)
หลายๆคนก้คงไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน
ธิดารัตน์ก็ไป แต่มิได้ตั้งใจไปเที่ยวงานลอยกระทง
เพราะว่ามีภาระกิจที่ต้องไปหาเสื้โปโลให้ที่ออฟฟิศกับโอ๋
ด้วยงานนี้เป้นงานที่ยิ่งใหญ่ จึงเสียเวลาเดินหาที่โบ้เบ้ 1 ชั่วโมง
หลังจากนั้น จึงไปตามทางของเรากันต่อที่ ท่าพระจันทร์ ด้วยรถ 3 ล้อ สัญลักษณ์ประจำเมืองไทย
ไม่ทันจะก้าวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ธิดารัตน์ก็เสียสตางค์ซื้อน้องหมี.... ไปแล้ว (น่ารักมาก)
พอข้ามฝั่งมา วังหลัง ก็เดินลัดเลาะแหล่งชอปปิ้งย่านกรุงเก่า ของที่นี่
เหมาะสำหรับคนที่ชอบการเจรจาซ้อของดีราคาถูก ข้อมียี่ห้อแต่มือสอง เด็กแนวที่ต้องการความแปลกใหม่
รับรองมาที่นี่ไม่มีผิดหวัง แต่ก้ต้องขึ้นอยุ๋กับวิจารณญานในการเลือก เพราะว่า ตาดีได้ตาร้ายเสีย
เดินไม่ถึงไหน เอาอีกแล้วค่ะท่านผู้ชม ได้กระโปรงแนวๆมา1 ตัว
เดินไปเรื่อย จะเจอหลืบอยุ่ที่นึง เสื้อผ้าน่ารักดี เหมาะกับสาวๆที่ตจ้องการแต่งกายแนวย้อนยุค เพระว่าจะมีชุดแซคเก๋ๆให้เลือกเยอะแยะ ที่สำคัญราคาไม่แพง
สำหรับหนุ่มสาวที่ชอบรองเท้า ที่วังหลังก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบนด์เนมและที่มีลายแปลกๆ
แต่ก็ไม่รุ้นะว่ายี่ห้อเหล่านั้น ของแท้จริงๆ รึว่าของก๊อปมาอีกที อันนี้ก้ต้องดูเป็นหรือว่าชอบที่ลวดลายรูปทรงจริงๆ
แล้วก็อีกเช่นเคย ธิดารัตน์ได้มาอีกหนึ่งอย่างรองเท้าผ้าใบ จะเรียกว่าพันธ์ผสมก็ได้ เพราะว่า รูปทรงเหมือนยี่ห้อนึงแต่ โลโก้ มันเป้นอีกยี่ห้อ นานๆจะเจอผ้าใบที่ใส่สวย สงสัยจะเป้นเนื้องอกกัน อิอิ
สักพักท้องเริ่มร้องเนืองจากบ่ายคล้อยแล้ว เลยเดินลัดไปกินข้าวตรงศิริราช
กะว่าวันนี้จะไปดูซีอุย ให้เห็นกะตา ปรากฎว่า วันอาทิตยื พิพิธภัณฑ์เค้าปิด อดเลย
ก็เลยต้องข้ามฝั่งกลับแต่คราวนี้ขากลับไม่ได้กลับท่าพระจันทร์ แต่ว่าไปที่ ท่าช้าง
ระยะทางไกลขึ้นนิดหน่อย
แต่คลื่นในแม่น้ำสิ ถ้าใครว่ายน้ำไม่เป็น คงเสียวน่าดู เพราะขนาดตัวเองว่ายเป้นยังลุ้นเลย
เพราะคลื่นแรงมาก ทำเอาเรื่อโคลงแต่ก้ข้ามมาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย
แต่การผจญภับของเรายังไม่จบ เพราะยังมีจุดหมายต่อไปที่ มาบุญครอง
อ่อ ต้องขอบคุณโอ๋ด้วย เพราะว่า ถ้าไม่มีโอ๋ เราไปไหนไม่ถูกแน่ๆ
มาบุญครองนี่ไปเพราะมีเพื่อนจะเอามือถือไปขาย ก็เลยต้องไปหา เพราะตอนเย้นนัดหมายกันว่าจะไปแนวที่จุฬา
ก็เดินกันเมามันสืจน 6 โมงกว่า วงเริ่มแตกกระจาย เลยเหลือธิดารัตนืกะพื่อนอีก 1
คราวนี้อยุ่ว่างๆรอเวลาเลย ชักชวนกันไป CentralWorld เพราะว่าตั้งใจจะไปดูของที่ร้าน Manga by Playground
เป้นอีกที่ ที่มีของคูลๆโนใจวัยโจ๋ แต่ขอบอกว่า ถ้าเงินไม่ถึง มีกระเป๋าฉีกละ
พอดูของเต้มอิ่ม ตื่นตากับราคาสุดแสนอลังกาลแล้ว เลยออกมาไหว้พระพิฆเณศ ด้านนอก ไหว้ไปก็ตั้งจิตขอให้เรียนจบไวๆ
กันทุกคน
จากนั้นก้เดินกลับมาที่สยามเพื่อมากินข้าว ก็เลยโทรชวนสมากชิกมาอีก 1 หนุ่ม เพราถ้าลอยกัน 2 สาวก้คงไม่สนุก
แล้วพวกเราก้เดินมุ่งหน้าสู่ จุฬา พอไปถึงโห นึกว่าอยู่ใน สมรภูมิรบ
คนแน่น เบียดเสียด วุ่นวายมาก
กว่าจะซื้อกระทงได้ กว่าจะเดินไปถึงสระน้ำ กว่าจะฝ่าคนไปถึงน้ำ โอย เหนื่อยๆๆๆๆ
พอลอยเสร้จ รู้สึกเหมือนเสร้จสิ้นภาระกิจอันยิ่งใหญ่ รีบออกมาจากที่นั่นกันโดยพร้อมเพรียง
แต่
การผจญภัยยังไม่จบ ด้วยความที่สาวๆฝีปากกล้า 1 หนุ่มนั้นเลยโดนท้าให้ไปสวนลุมไนท์
แต่สุดท้ายก็มีผู้เสียสละกินเบียร์กัน 2 คน แต่มะใช่ธิดารัตนืนะคะ เพราะว่า กินไม่เป็น
แล้วความง่วงก็เข้ามาครอบงำ บทสรุปของการเดินจึงจบลงด้วยการแยกย้ายกันกลับ
ธิดารัตน์ก็ไปค้างกับดวงใจ( กบบก) ด้วยความตั้งใจว่าเช้าวันจันทร์จะไปใส่บาตร
แต่สุดท้ายสังขารก็ไม่เที่ยง สองสาวไม่สามารถไปใส่บาตรได้
แต่ก้มาถึงที่ทำงานเช้าเป้นปกตินะคะ อิอิ
ปล.ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่พาไปท่องเที่ยวสุดคุ้มภายใน 1 วัน
ยิ่งกว่า ททท.เสียอีก วันหลังไปกันอีกเนอะ ^_^
August 25 ไม้ท่อน On the BEACHเมื่อวันที่ 18-20 สิงหาที่ผ่านมาไป Outing Trip กับที่ทำงาน ณ เกาะไม้ท่อน จ. ภูเก็ต
ว่ากันว่าเกาะนี้เป็นสมบัติของตระกูล หิรัญพฤกษ์ คุ้นๆ มะ
ก้จะใครละ ทายาทคนปัจจุบันก็ นาย ภูริ ดาราหน้าคม นั่นไง อิอิ
ก็แอบหวังนาว่าวันที่ไปจะได้เจอ ที่สำคัญแอบไปถาม พนักงานที่นั่น ว่าพระเอกคนนี้เค้าเคยพา นางเอกชื่อว่า น้อง...... มาบ้างรึปล่าว
อิอิ คำตอบอ่ะเหรอ
บอกไม่ได้ ................. ความลับ
ความสนุกสนานที่นั่นมีเต็มเปี่ยม ไปดูรูปภาพสวยๆกันได้นะ
อ่อแอบมีข้อเสียนิดนึง ตรงที่ว่า หากกลับไปบ้านพักเมื่อไร
คุณจะขาดการติดต่อจากหมายเลขที่ท่านเรียกทันที
เฮ้ออออออออ ... เซ้งเลย
แต่ .. นับว่าคุ้มค่ามาก เพราะได้ เงินค่าซื้อของฝากกลับมาด้วย อิอิ
August 14 เที่ยวละไม สุดสัปดาห์แสนสบายนี้ ได้ไปเที่ยวมาหลายที่เรียกได้ว่าไม่ได้อยู่ติดบ้านกันเลย
เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ พอแดดร่มลมตก น้องที่ทำงานก้ชวนออกไปถ่ายรูป road show ของลูกค้า
โน่นแหน่ะ ถ. พระอาทิตยื ตรงสวนสันติชัยปราการ
แต่แบบว่า ไม่ได้ช่วยงานอะไรเลย ไปถึงธิดารัตน์ ก็มุ่งตรงไปริมแม่น้ำ
ขอบอกว่า อากาศดีมากกกก แดด ยามเย้น มันช่างอบอุ่นและสบายจริง ลมก็พัดมาตลอด
ถ้ามีบ้านริมแม่น้ำอย่างงี้ สงสัย นอนอืด รับลมทั้งวัน อิอิ
ส่วนวันเสาร์วันแม่แห่งชาติ ก้ยกขบวนไปบ้านยายที่ปทุม นานๆที ที่จะพร้อมหน้ากันอย่างนี้
โดยเฉพาะใส่เสื้อเป้นแกงค์มาก พ่อกะน้องชาย ใส่เสื้อเหลือง มีตราสัญลักษณื
ธิดารัตน์ก็ใส่นะ แต่เป้นสีขาว ส่วนแม่ก็อินเทรนด์สุด ใส่เสื้อฟ้าของพระราชินีเลย 5555
วันอาทิตยื ก้รวมพลผองเพื่อนไปไหว้พระ 9 วัดกันที่อยุธยา
สนุกและดีมากๆเลย ก่อนหน้านี้เคยไปมาแล้ว 1 ครั้ง ตอนปีใหม่
ตอนนั้นคนเยอะมากๆ ไม่ต่างจากวันนี้เท่าไร
คงเพนราะเป้นวันหยุดยาวๆด้วยมั้งหรือไม่ คนไทยก้ยังเลื่อมใสในพุทธศาสนา
กว่าจะครบ 9 วัด ก็เหนื่อยแทบหมดแรง อย่างว่าแหละ อากาศเมืองไทย มีร้อนกว่ากับร้อนที่สุด
แต่เอาน๊า มาทำบุญ มื้อเที่ยงก็ไปกินข้าวที่ร้านชื่อ ระเบียงน้ำ
ทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน คือ กุ้งๆๆๆๆๆ แต่พอสั่งไป ป้าเจ้าของร้านบอกว่า กุ้งยังไม่มาส่ง.............. แป่ว
ตกบ่ายก้ยีงตระเวนกราบพระกันอยุ่ รุ้สึกดีมากๆ เพราะบางวัดที่เราเห็นเงียบไม่มีคน
พอไปกราบพระพุทธรูปแล้ว พระสงฆ์ก็มาพรมน้ำมนต์ให้ โดยที่วัดมีธูปเทียนเตรียมไว้โดยไม่หวัง
ที่จะขายเพื่อการค้า เพียงแต่มีตู้ให้เราบริจาคตามแต่ศรัทธา นี่คงเป้นข้อแตกต่างที่วัดใหญ่ๆดังๆ ไม่มี
อีกอย่างหนึ่ง วัดเล็กๆเหล่านี้บางวัดยังมีประวัตฺที่น่าสนใจ เช่นมีอายุมากว่า 2-3 ร้อยปี
หรือบางวัดเป้นวัดที่ไม่ถูกทำลายในสงครามสมัยอยุธยา
แต่แอบมีฮาอยุ่ที่วัดแห่งหนึ่ง หลังจากที่กราบพระเส็จ หลวงตาก้มาพรมน้ำมนตืให้
ด้วยความที่อินจัด ก้เลยนั่งทำสมาธิว่าจะแผ่ส่วนกุศลอะไรให้ใครบ้าง
ไม่ทันได้ตั้งสติ น้ำมนต์เม็ดใหญ่ สาดมาที่หน้าเต้มๆ
เท่านั้นแหละ สะดุ้งเลย น้ำเย้นๆ รดมาเต้มหัว เพื่อนที่อยุ่ข้างๆแอบแซวเลย ว่าร้อนเหรอ
ปล่าวซะหน่อย แค่น้ำมนตื จิ๊บๆ รุ่นนี้ต้องข้าวสารเสก 5555555
อ่อ แต่ว่าไปอยูยาคราวนี้ก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่านะ
แอบมีของฝากติดไม้ติดมือมาด้วย คริ คริ สนุกดี อยากไปอีกจัง
ว่างๆไปกันมั้ย คริ คริ คริ
วันจันทรื หยุดชดเชยวันแม่
ก้ยังไม่ได้อยุ่บ้านอยุ๋ดี เพราะนัดน้องที่ทำงานมาให้สอน Flash ให้
ปรากฎว่า คุณน้องมาสาย แถมมาถึง คุรน้องก้ต้องทำงานให้พี่อีกคน
เฮ้ออออ เลยไม่ได้ทำไรเลย
ถึงได้มีเวลา......
มาเขียนเรื่องที่อ่านกันอยู่นี่ไง
แต่ก็...........โอเค ถือว่าเป้น PerfectDay นะ
July 27 กะลา...เมื่อเช้าได้ฟังเพลงนี้ จากรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง
ไม่ได้ฟังมานาน ได้กลับมานั่งฟังอีกครั้ง..........
ขอเป็นตัวเลือก
เผื่อใจไว้ก่อน อย่าเพิ่งทุ่มเทให้ฉันเลย ฉันอาจตกเป็นจำเลย เรื่องทำเธอเสียใจ หากไม่เป็นดั่งเธอหวังที่ตั้งใจวาดเอาไว้ สุดท้ายคงต้องกลายเป็นผู้ร้ายทำลายเธอ อยากทำเพื่อเธอ อยากเป็นดังคนที่เธอหวัง แต่ว่าใจฉันยังหวั่น หวั่นทำเธอคอยเก้อ กับใจเธอที่ให้ฉัน มันมากมายซะล้นเอ่อ ยิ่งมากก็ยิ่งกลัว *เผื่อใจเอาไว้ก่อนเธอ ยังไม่สาย ให้โอกาสใจเธอลองมองใครนอกจากฉัน ขอยอมเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคนที่เธอฝัน เพียงแค่นั้นก่อน อย่าทุ่มความสำคัญ **ทนรอสักหน่อย ปล่อยให้เวลาบอกหัวใจ ฉันคนนี้ที่เป็นไป ใช่ไหมที่ต้องการ ให้รักเป็นหนังสือ เพียงแค่เธอค่อยๆ อ่าน ค้นหาใจของเธ เจ็บคงมี ที่เพียงฉันและเธอ แต่เพื่อแลกกับคำตอบ ตีกรอบ ให้เธอได้เจอคนที่ดี July 26 ทางเดินแห่งรักเคยฟังเพลง "ทางเดินแห่งรัก" กันไหม
เนื้อเพลงนี้ พูดถึงการค้นหาความรักที่จริงใจ แม้ว่าตอนนี้จะยังหาไม่เจอ
แต่ก็ไม่ขอยอมแพ้ เพื่อให้ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิต
ฟังเล้วมีกำลังใจ เพราะอย่างน้อยคงมีหลายคนที่กำลังรอคอยความรัก
หลายคนกำลังเผชิญหน้ากับความรัก
หลายคนผิดหวังเจ็บปวดจากความรัก
ฉันก็เป็นนคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อในรักแท้ของหญิงชาย
เพราะมันไม่มีอะไรจะยืนยันได้ว่า ความรักของคน 2 คน จะมั่นคง ยืนยาวแค่ไหน
กลัวเสียใจ กลัวผิดหวัง กลัวกับการให้ที่มากไป หรือรับจนเคยตัว
สุดท้าย ก็เหลือแต่ตัวเองเท่านั้น ที่จะเข้าใจ
ทางเดินแห่งรัก ... อย่างน้อยเพลงนี้
ก็ทำให้ฉันมองความรักในแง่ที่ดีขึ้น
ทำให้คิดถึงความสดใส ความสุข หากวันหนึ่งเราได้เดินไปบนทางสายนี้
แล้วพบว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง
July 04 ลอกมา...แต่โดน ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า สิ่งที่เราคิดทั้งหมด มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจมกับความฝัน มากกว่าการได้รับรู้ความจริง การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า... เราอาจเป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4... และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า... ก็ขอให้คิดไว้ว่า ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย แต่โปรดจำไว้เถอะว่า หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า...ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว โปรดห้ามใจเถอะ ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้... ก็จงชอบต่อไปเถอะ การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม "การตัดใจ"ต่างหาก ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า ความสุขยามที่คุณได้สบตาเค้า กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า อันไหนมันหนักหนากว่ากัน อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป... อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้... อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป แต่ก็ยังได้พบ... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป... ยิ้มให้กับโชคชะตา ที่ยังทำให้เรา...ได้รู้จักกัน คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง... คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...และร้องไห้ได้มากมาย... คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น...ให้กลายเป็นวันที่สดใส เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ? แค่การได้เห็นคนที่เรารัก ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคนที่เค้ารักมากที่สุด ...นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก...อย่างจริงใจ May 31 ทำไมจะต้องวิ่งตามคนที่เรารัก?
คมมะ... ถ้าเป็นตัวเองนะ คิดว่าถึงแม้ว่าการวิ่งตามนั้นจะเหนื่อย แต่ก็ขอที่จะใช้เวลาและเลือกเดินไปอย่างช้าๆ เพื่อที่ว่าวันหนึ่ง เราจะได้เดินไปพร้อมๆกัน May 18 ดีจริงๆ หลังจากที่สายฝนกระหน่ำลงมาเมื่อวาน ก็ทำให้ชั้นได้เรียนรู้ว่า การที่พกร่มไว้ในกระเป๋าในวันที่ฟ้าฟม่นน่ะดีแล้ว ไม่ควรเอามันออกไปทั้งๆที่ฝนตั้งเค้ามาแต่เช้ายังงี้เลย ............ เฮ้อ
เมื่อวานฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ธิดารัตนื ต้องติดแหงกอยู่ที่ทำงานกว่าจะได้กลับก็ปาเข้าไปจะ 3 ทุ่ม อันที่จริงก็ดีนะ เพราะว่าได้มีเวลาเอาสมอง+เวลาว่างที่เหลือไปนั่งคิดการบ้านที่แสนโหดหิน แล้วก็ได้นั่งคุยกะน้องอุ๊ ที่นานๆจะได้เจอกันที
หลังจากที่นั่งคิดๆๆๆๆ การบบ้าน ซึ่งในขณะนั้นหน่อย memory ในพื้นที่สองได้เตือนว่า your space almost full จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินกระบวนการคิดอะไรต่อไปได้อีก คิดได้ดังนั้นจึงชวนผองเพื่อนกลับบ้าน ซึ่งฝนตัวดีก้ยังไม่หยุด เลยตัดสินใจเดินฝ่ากันไปถึงรถไฟฟ้า กะว่าพอถึงสถานีปลายทางคงมีรถแท็กซี่แล้วนั่งต่อไปถึงบ้าน แต่คงด้วยเหตุที่ไม่บังเอิญไม่มีแท็กซี่ผ่านมาให้เห็นสักคัน ธิดารัตน์เลยต้องไปนั่งรถตู้ซึ่งตอนนั้นมันก็เป็นที่หลบฝนอย่างเดียวที่ทำได้ แตยังไงก็คงต้องเปียกเพราะว่ารถตู้มันไม่ได้ไปจอดเทียบท่าหน้าบ้านนี่นา
พอถึงจุดหมายก็ตัดสินใจว่า เอาวะ เรียกแท็กซ๊จากหน้ากรมทหารนี่แหละ ยอมเสียตังค์ดีกว่าต้องเปียกเป็นลูกแมวน้อย (อิอิ) พอเรียกรถได้กำลังจะขึ้นพอดีตรงป้ายรถนั้นมีคุณน้าคนหนึ่งซึ่งท่าทางคงจะอยู๋ในกรมทหารเหมือนกัน ก็เลยตะโกนเรียกให้มาด้วยกัน พอขึ้นรถคุณน้าก็จะควักเงินให้แต่ธิดารัตน์แอบทำนางเอก ไม่ยอมรับเงินนั้น ไม่ใช่ว่าจะอวกรวยรึว่าหยิ่งอะไรหรอก เพียงแต่คิดว่ายังไงก้ตั้งใจจะเรียกแท็กซี่อยุ่แล้ว ตั้งใจว่ายังไงก้ต้องเสียค่ารถ การที่เรียกคุณน้าคนนั้นขึ้นมาด้วยก็เพราะนึกถึงตัวเองว่า ถ้าเราเป้นคนที่ต้องเดินอยุ๋กลางลมฝนสู้ทนฟันฝ่า กายที่มันอ่อนล้าไร้แรงจะสู้ (โอ๊ะๆๆๆๆ ไม่ใช่มาลีวัลย์นี่หว่าเรา) อ่ะ ต่อๆ ถ้าต้องเดินอย่างนั้นในระยะทางที่ไกลโข ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมีหลายครั้งที่ต้องเดินเองแล้วเห็นรถคนอื่นผ่านไปก้คิดว่าเค้าจะมีน้ำใจเรียกไหมหว่า
คุณน้าคนนั้นเลยถามว่าไปแฟลตไหน ก็เลยบอกไปว่า นายทหาร ซึ่งท่าทางคุณน้าน่าจะเป็นพยาบาลทหารอ่ะ เพราะเค้าพูดถึงคุณนายทหารคนนงว่า วันนี้จะไปหาหมอเลยต้องเข้าเวรเพื่อเตีรยมงาน ไอ้เราก็อ่อ ค่ะๆ ทั้งๆที่ไม่รุ้หรอกว่าใคร
สุดท้ายปลายทางคุณน้าก็ขอลงตรง 7-11 เพราะว่าเราบ้านคุณน้าคนนั้นกะบ้านเรามันเยวคนละทสง ถึงแม้ว่าคุณน้าจะต้องเปียกอีกเล็กน้อย แต่ก้ยังดีกว่าที่จะให้ทนหนาวเดินเปรียกทั้งตัวอ่ะ จริงมั้ย ^_^ March 20 ภูมิคุ้มกันความรักภูมิคุ้มกันความรัก
ตอนเป็นเด็กเราได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ การฉีดวัคซีนก็การฉีดเชื้อโรคนั้นๆเข้าไนร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรคนั้นขึ้นมา เมื่อเราโตขึ้นและได้พบเรื่องราวในชีวิตไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียหรือความเจ็บปวดจากความรัก บางครั้งที่เราเฝ้าคร่ำครวญกับความรักที่พ่ายแพ้อยู่นั้น เราอาจไม่รู้ตัวหลอกว่า...ขณะนั้นชีวิตได้ฉีดวัคซีนให้กับหัวใจของเราทุกบาดแผลที่เป็นริ้วรอยอยู่ในใจ ทุกหยาดหยดน้ำตาที่นองบนใบหน้านั้น ได้ซึบซับเอาประสบการณ์ให้กลายเป็นบทเรียนที่มีค่า เราจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวกับความรัก จนต้องขังตัวเองไวในโลกอันมืดมิดและหมองมัว จงกล้าที่จะลุกมาเผชิญหน้ากับวันใหม่ เชื่อเถอะว่า..ตัวเรานั้นเข้มแข็งพอที่จะสัมผัสกับความรักได้อีกครั้ง และครั้งนี้หัวใจเราก้ได้รับและสร้างภูมิคุ้มกันมากพอแม้จะเจอความรักที่ผิดหวังอีก ก็จะทำไม่ทำให้หัวใจของเราป่วยไข้หรือเจ็บจนเกินเยียวยา ***จุดอ่อนที่สุดของความเชื่อมั่นก็คือการไม่กล้าที่จะตัดสินใจอะไร ไม่กล้าที่จะเลิกรัก ไม่กล้าที่จะเดินจากเขามา แต่กล้าที่จะทน เพื่อความเจ็บปวด หากวันนี้คุณกำลังทนทุกข์อยู่กับความรัก ลองกล้าที่จะหักอกตัวเอง บอกลาความรักที่เต็มไปด้วยปัญหา เลือกที่จะมีความสุขกับการที่จะอยู่คนเดียว หรือหันหลังมาออกแบบความรักครั้งใหม่ ให้ดีกว่าเดิมดีกว่า*** |
|
|